อันดับ1 เครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมัน อัจฉริยะ

PICOOC

ทำไมต้อง Picooc?

  • กลุ่มธุรกิจ Gobi Partner ( กลุ่มนักลงทุนระดับโลก Venture Capital )
  • กลุ่มธุรกิจ Tencent ( เจ้าของ QQ & Wechat โปรแกรมแชทอันดับหนึ่งของจีน )
  • กลุ่มธุรกิจ JD ( E-commerce อันดับ1ของจีน )
  • ร่วมลงทุนกับ Picooc มูลค่ากว่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

นวัตกรรม เครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมัน อัจฉริยะ
Smart Body Weight Scale Innovation

  • มีทีมวิจัยพัฒนา ( R & D ) มากกว่า 100 คน
  • เปิดตัวในประเทศเกาหลี 5 เดือน ขึ้นอันดับ1 ด้วยมูลค่ายอดขายต่อเดือนสูงสุด
เครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมัน อัจริยะ

Technology Innovation & Key Features

  • ใช้คลื่นความถี่ในการวัดถึง 2 คลื่นความถี่
  • ใช้ชิปในการประมวลผลถึง 2 ชิป (Dual Core)
  • ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 วินาที
  • วัดได้ละเอียดถึง 11 ค่า มากที่สุดกว่าทุกแบรนด์ที่เคยมีมา

 

  • น้ำหนัก (Weight)
  • ปริมาณน้ำในร่างกาย (Body Water)
  • เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat %)
  • ระดับไขมันที่เกาะบริเวณอวัยวะภายในช่องท้อง (Visceral Fat)
  • มวลกล้ามเนื้อ (Muscle)
  • โปรตีน (Protein)
  • มวลกระดูก (Bone Mass)
  • ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)
  • อัตราการเผาผลาญพลังงานขั้นพื้นฐาน (BMR)
  • อายุเทียบ (Body Age)
  • ลักษณะรูปร่าง (Body Type)

ค่าต่างๆ มีประโยชน์ อย่างไรบ้าง?

1. น้ำหนัก ( Weight )

เราจะสามารถแยกได้ว่าน้ำหนักตัวของเราที่ชั่งได้ประกอบด้วยค่าต่างๆ อะไรบ้าง เวลาจะลดหรือเพิ่ม จะได้พัฒนาตั้งเป้าหมายได้ตรงจุด ตรงวัตถุประสงค์ เช่น ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ เป็นต้น

2. ปริมาณน้ำในร่างกาย ( Body Water )

ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ถ้าพิจารณาในแต่ละเซลล์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 การที่เราสามารถวัดปริมาณน้ำในร่างกาย แยกกับส่วนประกอบอื่นๆได้ จะทำให้เราสามารถบอกได้ว่างร่างกายเราขาดน้ำ หรือร่างกายเราบวมน้ำหรือไม่? น้ำมีหน้าที่ลำเลียงสารอาหาร ออกซิเจน เพื่อไปหล่อเลี้ยงเซลล์และขนส่งของเสียไปกำจัดและยังรักษาอุณหภูมิให้คงที่ หากลดน้ำหนักผิดวิธีโดยสูญเสียน้ำ แต่ไม่ลดไขมัน นอกจากจะมีผอมแล้วจะทำให้ร่างกายพังอีกด้วย

3. เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ( Body Fat% )

Subcutaneous Fat – ไขมันใต้ผิวหนัง 
เมื่อร่างกายได้รับไขมันเข้ามาในปริมาณมากจนไม่สามารถเผาผลาญได้ทัน ไขมันก็จะเข้ามาสะสมอยู่ภายในช่องท้องเป็นอันดับแรก และอันดับต่อมาก็จะเป็นชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งก็คือชั้นที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี่เอง ภายในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง สามารถแบ่งออกได้มากถึง 3 ชั้น ซึ่งก็คือ

 

  • ชั้นไขมันใต้ผิวหนังด้านบน เป็นชั้นไขมันที่อยู่ติดผิวหนังมากที่สุด (หากเกิดอุบัติเหตุที่กรีดลงผิวหนังเข้าไปลึก จะเห็นไขมันสีขาวซึ่งก็คือไขมันใต้ผิวหนังด้านบนสุด) หน้าที่ของมัน คือการห่อหุ้มต่อมเหงื่อและรากขน โดยจะมีเส้นเลือดและเส้นประสาทแทรกอยู่ในไขมันชั้นนี้และทำหน้าที่หล่อเลี้ยงต่อมต่าง ๆ

 

  • ชั้นไขมันใต้ผิวหนังด้านกลาง มักจะพบเจออยู่ตามแขน ขา หรือส่วนที่ผิวหนังหนา ๆ แต่ถ้าหากเป็นผิวบาง เช่น หนังตา สันจมูก จะไม่มีชั้นไขมันใต้ผิวหนังในชั้นนี้

 

  • ชั้นไขมันใต้ผิวหนังด้านล่าง จะรองรับการกระแทกต่าง ๆ โดยชั้นนี้จะมีลักษณะเป็นพังผืด และชั้นไขมันที่จับตัวกันเป็นก้อนกลม ถ้าหากมีมากเกินไปก็จะทำให้เกิด “เซลลูไลท์” หรือลักษณะผิวแบบเปลือกส้ม มักจะพบได้ตามต้นขา และหน้าท้อง

 

ไขมันแทรกระหว่างกล้ามเนื้อ 2 มัด ( Inter-muscular fat )
จะพบในคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับความผิดปกติของการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และ เบาหวาน รวมถึงคนที่อ้วนมากๆ

 

ไขมันแทรกภายในกล้ามเนื้อ ( Intra-muscular Fat )
จะพบเช่นเดียวกับกลุ่มแรก เพียงแต่อาการหนักกว่า
ส่วนในสัตว์ก็จะพบได้ในเนื้อวัว โดยเฉพาะเนื้อโกเบบีฟ หรือ โคมัตซึซากะ

4. ไขมันที่เกาะบริเวณอวัยวะภายในช่องท้อง (Visceral Fat)

Visceral Fat หรือ ไขมันในช่องท้อง คือไขมันส่วนที่อันตรายที่สุด เป็นมหันตภัยเงียบที่หลายคนไม่เฉลียวใจ ไขมันชนิดนี้จะเกาะตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น ตับ ตับอ่อน ลำไส้ ทำให้รอบเอวหนา ลามไปถึงหน้าท้องที่ป่องยื่น เป็นส่วนแรกที่ไขมันจะมาสะสมในร่างกาย แต่ใช้เป็นไขมันสำรองอันดับสุดท้าย ทำให้เกิดสารพัดโรค รวมภึงภาวะภูมิแพ้เมื่อไขมันในช่องท้องสะสมปริมาณมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือตับจะเผาผลาญแล้วส่งกระแสเลือดกลายเป็นไขมัน LDL ซึ่งอาจทำให้อุดตันเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองหรือหัวใจไม่ได้ คนที่มีไขมันช่องท้องเยอะมีความเสี่ยงที่จะทำให้สุขภาพเสื่อม เช่น ตับและตับอ่อนทำงานไม่เต็มที่ การทำงานของฮอร์โมนรวน นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Syndrome X ที่ประกอบด้วยความดันโลหิตสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง น้ำตาลในเลือดสูง และคอเลสเตอรอล HDL ต่ำ อันเป็นปฐมบทของโรคเบาหวาน ผลการวิจัยระบุคนที่มีไขมันสะสมในช่องท้องมากมีความเสี่ยงจะเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 3.5 เท่า

 

การลดไขมันส่วนนี้ ต้องควบคุมอาหาร และ ออกกำลังกายแบบแอโรบิค เพื่อให้ร่างกายเอาไขมันมาใช้เป็นพลังงานให้มากที่สุด

แต่ปัญหาที่พบก็คือ ถ้าร่างกายใช้ไขมันส่วนนี้เป็นพลังงาน เซลล์ไขมันส่วนนี้จะปล่อยสารกลุ่ม allergenic ออกมาได้เช่นกัน ส่งผลให้บางคนเป็นไข้

ในส่วนของคนผอมมากๆ แต่ที่มีพุงป่องออกมา จะเกิดจากการที่ไม่เคยบริหารกล้ามเนื้อท้องส่วนที่รั้งอวัยวะภายใน ที่เรียกว่า “Transverse abdominis” ซึ่งสามารถฝึกได้ง่ายๆ โดยการเขม่วพุงเข้าไปให้ได้มากที่สุด หรือที่เรียกว่า ” Stomach Vacuum”

5. มวลกล้ามเนื้อ (Muscle)

ระบบกล้ามเนื้อ เป็นระบบเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์สามารถเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ ทั้งเดิน วิ่ง เหยียด ยืดแขน และอื่นๆ ได้นั้นต้องอาศัยการทำงานของระบบกล้ามเนื้อและระบบกระดูกให้ทำหน้าที่ร่วมกันเสมอ กล้ามเนื้อจึงเปรียบได้กับเครื่องยนต์ซึ่งเป็นแหล่งของพลังงานกล ใช้ในการเคลื่อนไหว ของร่างกาย

 

ประเภทของกล้ามเนื้อ

1.กล้ามเนื้อลาย(striated muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่เกาะติดกับกระดูก มีลักษณะเป็นแถบลายขาวๆดำๆสลับกัน เซลล์ของกล้ามเนื้อลายจะประกอบเป็นมัดยาวๆเซลล์หนึ่งมีหลานนิวเคลียส การทำงานของกล้ามเนื้อประเภทนี้ถูกควบคุมด้วยระบบประสาทส่วนกลาง สามารถให้บังคับทำงานตามคำสั่งได้ จึงเรียกกล้ามเนื้อประเภทนี่อีกชื่อหนึ่งว่า กล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ(voluntary muscle)ซึ่งได้แก่ กล้ามเนื้อแขน กล้ามเนื้อขา

 

2.กล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) เป็นเซลล์กล้ามเนื้อที่มีลักษณะแบนยาวแหลมหัวแหลมท้ายแหลม ไม่มีลาย ภายในเซลล์มีนิวเคลียสอันเดียวอยู่ตรงกลางกล้ามเนื้อ ประเภทนี้จะควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายใน เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบขับถ่ายปัสสาวะ และระบบสืบพันธุ์ กล้ามเนื้อประเภทนี้ถูกควบคมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ร่างกายไม่สามารถควบคุมการทำงานได้ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจของจิตใจ จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กล้ามเนื้อที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ (involuntary muscle) เซลล์กล้ามเนื้อประเภทนี้ ได้แก่ ผนังกระเพราะอาหาร ผนังลำไส้ กล้ามเนื้อหูรูดที่ม่านตา

 

3.กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) พบเฉพาะบริเวณหัวใจเท่านั้น เซลล์กล้ามเนื้อประเภทนี้มีลักษณะเป็นลายพาดขวาง และมีนิวเคลียสหลายอันเหมือนกล้ามเนื้อลาย แต่เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ และถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อเรียบ

 

กล้ามเนื้อมีหน้าสร้างความแข็งแรง ช่วยให้มีการยืดหยุ่นเมื่อมีการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังช่วยให้มีสุขภาพและรูปร่างที่ดี รูปร่างที่สมส่วนควรมีกล้ามเนื้อไม่น้อยเกินไป เนื่องจากกล้ามเนื้อเป็นเสมือนแหล่งใช้พลังงาน เมื่อกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น การใช้พลังงานก็จะเพิ่มขึ้น ช่วยให้การเผาผลาญระดับไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณไขมันลดลง ส่งผลให้น้ำหนักลดลง

6. โปรตีน ( Protein ) 

โปรตีน คือสารอาหารที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นสำหรับร่างกาย มีหน้าที่สร้างความแข็งแรงและช่วยในการทำงานของกระดูก กล้ามเนื้อ และผิวหนัง แม้ร่างกายของคนเราจะสามารถสร้างกรดอะมิโนได้เอง 9 ชนิด แต่ก็ยังจำเป็นต้องได้รับกรดอะมิโนอีก 11 ชนิดเพิ่มเติมจากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ถั่วชนิดต่าง ๆ รวมถึงข้าวและธัญพืช

เมื่อแยกน้ำออกจากกล้ามเนื้อ เราจะได้โปรตีน หากจะสร้างกล้ามเนื้อให้มากขึ้นและแข็งแรง จำเป็นต้องรับประทานโปรตีนให้มากขึ้น

7. มวลกระดูก ( Bone Mass )

กระดูกของมนุษย์ทำหน้าที่พยุงและป้องกันอวัยวะภายในของร่างกายตลอดจนเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อประกอบด้วยโครงกระดูกมากกว่า 200 ชิ้น

 

โครงกระดูกมีหน้าที่สำคัญ ดังนี้

  1. ค้ำจุนละรักษารูปร่างให้ทรงตัวอยู่ได้
  2. ป้องกันอวัยวะภายในร่างกาย เช่น กระดูกซี่โครงป้องกันหัวใจ ปอด และตับกะโหลกศีรษะป้องกันเนื้อเยื่อสมอง เป็นต้น
  3. เป็นที่ยึดเกาะของเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อเยื่อช่วยในการเคลื่อนที่
  4. สร้างเม็ดเลือด ไขกระดูกที่อยู่ภายในกระดูกจะทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว
  5. เป็นแหล่งสะสมสำคัญของธาตุแคลเซียมละฟอสฟอรัส

 

กระดูกประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม แมกนิเซียม ฟอสเฟต เป็นส่วนค้ำยันโครงร่าง หากละเลยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม จะส่งผลให้กระดูกมีแนวโน้มสูญเสียความหนาแน่นนำไปสู่โรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะได้

8. ค่าดัชนีมวลกาย ( Body Mass Index : BMI )

ค่าความหนาของร่างกาย ใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินภาวะอ้วนหรือผอมในผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งคำณวนได้จาก การใช้น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมและหารด้วยส่วนสูงที่วัดเป็นเมตรยกกำลังสอง ซึ่งใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ดังสูตรต่อไปนี้
สูตรคำนวณหาดัชนีมวลกาย
ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)
ส่วนสูง (เมตร)2
ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณมีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม และสูง 155 ซม.
ดัชนีมวลกาย (BMI) =     60
                       (1.55)*2
ดัชนีมวลกาย (BMI) = 25.39

9. อัตราการเผาผลาญพลังงานขั้นพื้นฐาน

( Basal Metabolic Rate : BMR )

 

BMR แปลแบบให้เข้าใจง่ายๆ คือ พลังงานที่เราต้องการเพื่อ ” รอดชีวิต ”

TDEE = Total Daily Energy Expenditure คือพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในชีวิตประจำวัน แปลให้เข้าใจง่ายๆ คือ พลังงานที่เราต้องการเพื่อ ” ใช้ชีวิต ”

เราควรกินไม่ต่ำกว่า BMR แต่ไม่ควรเกิน TDEE จะทำให้เผาผลาญพลังงานหมดในแต่ละวัน

วิธีคำนวณการเผาผลาญพลังงาน Basal Metabolic Rate (BMR) สูตรคำนวณอัตราการเผาผลาญของร่างกายในชีวิตประจำวันคือ

สำหรับผู้ชาย : BMR = 66 + (13.7 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (5 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (6.8 x อายุ)
สำหรับผู้หญิง : BMR = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (1.8 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (4.7 x อายุ)

จะสังเกตได้ว่าน้ำหนัก ส่วนสูงและอายุมีผลต่อการเผาผลาญพลังงาน เมื่อหาค่า BMR (Basal Metabolic Rate) มาแล้วเราก็จะสามารถรู้ได้ว่าเรามีการการเผาผลาญพลังงานโดยไม่ทำกิจกรรมอะไรเลย แต่หากเรามีกิจกรรมอย่างออกกำลังกายจะมีการเผาผลาญพลังงาน เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมที่เราออกกำลังกาย

10. อายุเทียบ ( Body Age )

วัดอัตราการเผาผลาญพลังงานขณะอยู่นิ่งๆ  ซึ่งอัตราการเผาผลาญพลังงานขณะอยู่นิ่งๆ จะคำนวณจากน้ำหนักเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย และเปอร์เซ็นต์กล้ามเนื้อโครงร่าง เพื่อใช้ในการพิจารณาว่าอายุร่างกายมาก หรือน้อยกว่าอายุโดยเฉลี่ยที่แท้จริง

11. ลักษณะรูปร่าง (Body Type)

ประโยชน์สำคัญจากการแบ่งคนตามรูปร่าง ก็เพื่อกำหนดเทคนิคในการฝึกร่างกาย ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคนรูปร่างแต่ละแบบ ผนวกเข้ากับโปรแกรมโภชนาการที่เหมาะสมกับแต่ละรูปร่าง เพื่อมุ่งไปสู่การปรับปรุงรูปร่างเดิมที่ได้รับการถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมให้ดีขึ้น คนที่มีรูปร่างต่างกัน จะมีเป้าหมายในการฝึกเพาะกายที่ต่างกัน จึงทำให้เทคนิคที่จะนำมาใช้ในการฝึกต่างกันตามไปด้วย

Picooc Smart Application

  • ดาวโหลดฟรี Picooc App อัจฉริยะ
  • บันทึกได้ไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้ ( Unlimited User )
  • เชื่อมต่อได้ทั้ง Android & IOS
  • แชร์ข้อมูลสุขภาพผ่านสื่อ Social Media
  • ชวนเพื่อนร่วมกิจกรรมแข่งขันลดน้ำหนักได้
  • แสดงกราฟประเมินผลการเปลี่ยนแปลงร่างกาย
  • ตั้งเป้าหมายน้ำหนักที่ต้องการ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • วิเคราะห์ผลและให้คำแนะนำด้วยอัลกอริทึ่ม อัจฉริยะ

Good Benefits

  • วิเคราะห์สุขภาพเพื่อหาจุดบกพร่องที่ต้องการพัฒนา
  • ตั้งค่าเป้าหมายน้ำหนัก เพื่อกระตุ้นให้คุณทำมันได้สำเร็จ
  • อ่านค่าผลการวัด พร้อมกราฟประเมินผลผ่านสมาร์ทโฟน
  • ติดตามพัฒนาการด้านสุขภาพได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแอพพลิเคชั่น

Best Service

  • รับประกันนานถึง 2 ปี
  • ฟรีค่าแรงค่าอะไหล่ในระยะรับประกัน
  • ศูนย์บริการครบวงจร ด้วยช่างผู้ชำนาญการ
  • มีระบบ Fast Service ซ่อมเครื่องไม่เสร็จภายใน 3 วันเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ทันที!!!

Our Customer Voices

เครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมันอัจฉริยะ

Picooc Mini

Picooc Mini เครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมัน อัจริยะ

  • ขนาดเล็ก
  • ใช้ 2 คลื่นความถี่ในการวัดวิเคราะห์
  • Connection : Bluetooth
  • Application : Android & IOS
  • Frequency : Dual
  • Weight Capacity 150 kgs
  • Technology : Electrode
  • Material : Glass
  • Dimensions : 260 x 260 x 20 mm
  • Weight : 1.45 Kgs
  • Warranty 2 Years

 

  • Small Size : ฿5,900 ฿4,900 

Picooc S1 Pro

  • ขนาดกลาง
  • ใช้ 2 คลื่นความถี่ในการวัดวิเคราะห์
  • Connection : Bluetooth
  • Application : Android & IOS
  • Frequency : Dual
  • Weight Capacity 150 kgs
  • Technology : Electrode
  • Material : Glass
  • Dimensions : 340 x 260 x 20 mm
  • Weight : 1.7 Kgs
  • Warranty 2 Years

 

  • Medium Size : ฿6,900 ฿5,900

Picooc S3

  • ขนาดใหญ่
  • ใช้ 2 คลื่นความถี่ในการวัดวิเคราะห์
  • Connection : Bluetooth & WIFI
  • Application : Android & IOS
  • Frequency : Dual
  • Weight Capacity 150 kgs
  • Technology : Electrode
  • Material : Glass
  • Dimensions : 330 x 330 x 24 mm
  • Weight : 2.24 Kgs
  • Warranty 2 Years

 

  • Top Model : ฿17,900 ฿15,900

Our Customer